รีวิวทำจมูก สำหรับคน “ขี้กลัว” แต่ถ้ามัวจะ “สวย” ได้ไง

Posted by

รีวิวทำจมูก สำหรับคน “ขี้กลัว”

ตัดสินใจอยู่นานมาก กว่าจะตัดสินใจเขียนรีวิว เพราะตั้งแต่ตัดสินใจไปเสริมจมูก พอถ่ายรูปออกมาหน้าเปลี่ยนชัดเจน จนมีคนเข้ามาเยอะแยะไปหมด วันนี้เลยมีโอกาสขอมารีวิว ให้ทุกคนได้อ่าน ได้ดูเลยล่ะกัน รีวิวนี้เป็นรีวิวแรกที่เขียน…ยังไงก็ทนอ่านมือใหม่หัดรีวิวหน่อยน๊าาาา

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าแอมเป็นคนที่กลัวเข็ม กลัวการฉีดยา กลัวมีด กลัวเลือดจนถึงขั้นเห็นแล้วจะเป็นลม แต่เข้าใจอารมณ์คนที่กลัวมากๆ แต่อยากสวยมั๊ยคะ พอมีความคิดว่าฉันอยากจะทำ ฉันอยากสวย ก็ถามข้อมูลจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เคยทำก่อน และเอาข้อมูลทั้งหมดมาค้นหาในอากู๋ (google) อีกทีว่าเป็นยังไง รีวิวเป็นยังไงบ้าง และที่สำคัญใช้วัสดุอะไร ราคาเท่าไหร่ พอตัดสินใจเลือกร้านหมอได้แล้ว แนะนำให้รีบติดต่อขอจองคิวหมอเลยค่ะ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเปลี่ยนใจ เพราะตอนที่แอมตัดสินใจนั้นไม่มีใครรู้กับแอมเลยแม้แต่แฟนก็ตาม รู้อีกทีคือวันที่จะไปทำ

มาเริ่มกันเลยนะคะ จากที่หาข้อมูลมาเยอะมาก จนสรุปสุดท้ายได้ที่คลีนิคแห่งหนึ่ง สาขาทองหล่อ เพราะคลีนิคนี้มี 2 สาขา อีกที่คือพระราม 2

Before & After

มาดูรูป Before & After กันค่ะ

ปกติก่อนที่ทำจมูกทุกคนก็จะบอกว่าจมูกสวยอยู่แล้ว หรือดูเป็นคนมีจมูกอยู่แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ คือมีแค่ตรงปลายๆ จมูก แต่ตรงส่วนดั้งไม่ค่อยจะมีค่ะ เลยตัดสินใจทำ เริ่มแรกพอนัดคิวคุณหมอกับเซลล์ได้ ถามทันทีเลยว่า ได้คุณหมอชื่ออะไร เพื่อเอามาค้นหาข้อมูลของคุณหมอต่อในอากู๋ 555++ พอได้ข้อมูลคุณหมอแล้วสบายใจค่ะ ประวัติเยอะพอสมควร อ่อ ลืมบอกว่าได้ทำกับคุณหมอแหม่ม ประภาส์ วิชัย ค่ะ ซึ่งก่อนที่จะเข้าไปทำคลีนิค ทางเซลล์ ซึ่งแอมติดต่อผ่าน Line@

จะให้เราส่งรูปจมูกด้านหน้า ด้านข้าง ไปให้ประเมินก่อน แต่แอมว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ค่ะ เพราะมันจะประเมินเนื้อจมูกเราไม่ได้อยู่ดี และในวันที่หมอนัด หมอก็ให้เวลาในการให้คำปรึกษา และดูเนื้อจมูกของเราก่อนอยู่ดี ซึ่งถือว่าแอมประทับใจมาก เพราะถามจากหลายๆ ที่คนที่มาเป็นคนประเมินให้ส่วนใหญ่เป็นเซลล์ ไม่ใช่หมอ…แอมใช้เวลาในการ Consult กับคุณหมออยู่ประมาณ

ชั่วโมงนึง คือคุณหมอดีมาก ไม่ฮาร์ดเซลล์ เพราะตอนแรกแอมจะเอากระดูกหลังใบหูมาทำ ราคา 55,000 บาท ซึ่งหมอบอกให้เก็บกระดูกไว้ก่อน เพราะตอนนี้ซิลิโคนก็มีแบบนิ่มๆ ขยับได้เหมือนกัน เก็บเงินไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า แต่ไม่ขายต่อนะคะว่าจะให้ทำอะไร 555++ ซิลิโคนที่นี่มีแบบอเมริกา และญี่ปุ่น แอมเลือกทำของญี่ปุ่นค่ะ ตอนนั้นที่ทำราคาโปรโมชั่นอยู่ที่ 10,500 บาท (ไม่ได้พิมพ์ผิดค่ะ ราคานี้จริงๆ ถูกมาก ที่สำคัญผ่อนได้ 3 เดือนผ่านบัตรเครดิตกสิกร และ scb มั้ง ถ้าจำไม่ผิด)

รูปด้านข้างที่ส่งให้คุณหมอประเมินเนื้อจมูกคร่าวๆ ก่อนเข้าไปคลีนิคตามนัด ซึ่งก็ต้องประเมินอีกครั้งอยู่ดี

เอาเป็นว่าข้ามมาที่ตอนเลือกระดับความโด่งเลยล่ะกัน เนื่องจากเนื้อจมูกแอมมีน้อย และกระดูกจมูก 2 ข้างกระดูกไม่เท่ากัน หมอจะไม่เจียกระดูก เพราะไม่ได้ทำเหมือนที่เกาหลี แบบ Open แบบนั้นจะเจียกระดูกให้ด้วย แต่แบบไทยแบบเปิดแผลด้านใน เลยทำการเจียกระดูกไม่ได้ แต่เหลาซิลิโคนให้เข้ากับรูปกระดูกแทนได้ จากเดิมที่มีให้เลือกตั้งแต่ระดับ 1-10 แอมทำได้สูงสุด

แค่ 6 เพราะเนื้อจมูกค่อนข้างน้อย (อายุและการดูแลผิวหน้าเป็นปัจจัยนึงในการทำให้เนื้อจมูกมีมากน้อย นอกเหนือจากกรรมพันธุ์) ระดับ 6 แอมประเมินดูแล้วมันโด่งไป แอมไม่ต้องการโด่งขนาดนั้นกลัวการทะลุ และอยู่ได้แค่ 2 ปี หลังจากนั้นมันจะเห็นเป็นแกนชัดเจน เลยตัดสินใจไม่เอา ตอนแรกจะเลือกเอาระดับ 3 คุณหมอแหม่มห้ามไว้ บอกว่าเดี๋ยวแอมต้องกลับไปแก้ เพราะ

แทบจะไม่เห็นความแตกต่างเลย ก็เหลือ 4 กับ 5 เลยตัดสินใจเอาระดับ 4 เพราะปลอดภัยสุดๆ ไม่ทะลุแน่นอน และอยู่ได้นาน 5 ปี หลังจากนั้นจะเห็นเป็นสันชัด ซึ่งคุณหมอบอกไม่ได้ดูน่าเกลียด แค่จะดูรู้ชัดเจนว่าทำมาชัวร์!!! เลยตัดสินใจเอาระดับ 4 ถามว่าใจก็กล้าๆ กลัวๆ จะทำดีมั๊ยหว่า??? แต่คิดอีกทีไหนๆ ก็มาแล้ว ตั้งใจจะทำ ก็ต้องทำ แล้วคุณหมอมีผู้ช่วยอีกคน เป็นหมอเช่นกัน ชื่อ หมอเบย์ มาช่วยในการให้คำปรึกษา และเป็นผู้ช่วยในการทำครั้งนี้ด้วยค่ะ

มาเริ่มทำกันเลยนะคะ

ต้องใส่เสื้อคลุมของทางคลีนิค และหมวกคลุมผม เพราะไม่อย่างนั้เดี๋ยวเสื้อจะเปื้อน และในห้องผ่าตัดนั้นจะเป็นห้องฆ่าเชื้อ ต้องสวมเสื้อคลุมและใส่รองเท้าที่ได้รับการฆ่าเชื้อเท่านั้น พอก้าวขาขึ้นบนเตียงแค่นั้นแหระความกลัว หัวใจเต็นแรง เต้นรัวยิ่งกว่าเจอแฟนครั้งแรกอีกคร่าาาา มีพนักงาน และหมอเบย์คอยปลอบและชวนคุยว่าไม่ต้องกลัว ช่วยให้เราผ่อนคลาย เปิดเพลงบรรเลงให้ฟัง…สักพักหมอแหม่มเข้ามา จะเริ่มทำแล้วววว เพราะบอกคุณหมอว่ากลัวมาก คุณหมอเลยขอปิดหน้าไว้ ให้โผล่แต่จมูกค่ะ

เริ่มจากฉีดยาชาก่อนเลย 5 จุด ตอนแรกเตรียมใจไปว่าต้องเจ็บแน่ๆ แต่ปรากฎว่าผิดคาดค่ะ ไม่เจ็บเลย คุณหมอจะฉีดตรงสันจมูก 3 จุด ข้างจมูก 2 ข้าง รวม 5 จุด ไม่ถึง 5 นาทีเลยค่ะ ชามาถึงปากบนเลย คุณหมอจะเริ่มจากลองก่อนนะคะว่าชาหรือยัง แต่ไม่รู้ว่าลองด้วยวิธีอะไร ถามแต่เราว่าเจ็บมั๊ย? เราก็ตอบว่าไม่เจ็บ จากนั้นหมอคงเริ่มเปิดรูจมูกข้างซ้ายค่ะ ขณะทำแอมไม่เจ็บเลยค่ะ

แต่รู้สึกตลอดเวลาว่าคุณหมอกำลังแซะเนื้อจมูก (อารมณ์เหมือนเรากินซี่โครงหมู กำลังใช้มีดแทะเนื้อออกจากกระดูก ประมาณนั้นเลย) เพื่อจะเอาซิลิโคนเข้าไปวาง ระหว่างที่หมอทำการแซะนั้นต้องออกแรงหน่อย รู้สึกได้เลย เพราะหมอจับหน้าผากเราไว้ ขณะที่หมอทำ จะมีการปล่อยน้ำยาฆ่าเชื้อเข้าไปในจมูก แล้วมันจะไหลลงคอ คุณหมอบอกให้กลืนได้ รสชาติขมหน่อย

และตอนทำ เราต้องหายใจทางปาก ซึ่งไม่ทรมานนะคะ มันจะเป็นไปตามสัญชาตญาณ ระหว่างนั้นหมอเบย์จะปลอบแอมตลอดเวลา จับไหล่ จับมือ ถามไหวมั๊ย ชวนคุยไปเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้เรากลัวมากเกินไป เวลาผ่านไป 40 นาที เสร็จเรียบร้อยค่ะ 

ก่อนที่หมอจะเย็บปิดแผล หมอจะให้เราดูทรงจมูกก่อน ซึ่งจะเปิดผ้าจากหน้าเรา แต่หมอก็เช็ดเลือด บางส่วนที่มันดูน่ากลัวออกนะคะ เพื่อไม่ให้แอมกลัว และให้ดูว่าเราพอใจหรือยัง ถ้าพอใจจะได้เย็บปิดแผล เอาตรงๆ ว่าตอนนั้นก็ดูไปออกหรอกว่าทรงสวยมั๊ย มันเริ่มบวมนิดหน่อย แอมเลยพยักหน้าบอกหมอพอค่ะ จากนั้นคนที่เย็บแผลให้คือหมอเบย์ค่ะ เย็บแบบไหมธรรมดา ไม่ใช่

ไหมละลาย

แอมก็ถามหมอไปทำไมไม่เย็บไม่ละลาย ขี้เกียจมาตัดไหม หมอเบย์บอกว่าเดี๋ยวแผลจะไม่สวย มันจะนูนๆ ถ้าถ้าไหมธรรมดา เรากำหนดได้ว่าตัดไหม 7 วัน แผลกำลังสวยดี…

ทำเสร็จเป็นอย่างที่เห็นในรูปค่ะ วันที่ทำไม่บวมมาก พอวันที่ 1-3 แค่นั้นแหระความบวมมาเต็ว หน้าเหมือนหน้าสิงห์โตเลย 555++ ภายใน 48 ชม.ให้ประคบเย็นนะคะ แอมซื้อ Cooling Gel มา 2 กล่องเลย ใช้สลับกันเผื่อเย็นไม่ทัน บางคนเอาน้ำแข็งมาห่อใส่ผ้าก็ได้ค่ะ แต่ Cooling Gel สามารถนำมาประคบอุ่นหลังจากนั้นได้

วันที่ 7 ต้องมาตัดไหม…

โอ้!!! ได้เสียน้ำตาก็ตอนตัดไหม เจ็บมากกก เจ็บกว่าตอนทำอีกคร่าาาา

วันที่ 9 เริ่มกล้าออกไปกินบิงซู 555++

แต่ยังถ่ายรูปหน้าตรงไม่ได้เหมือนสิงห์โตอยู่ ตั้งแต่วันที่ 1-11 แอมจะใส่ที่ดามจมูกไว้ตลอดเลยนะคะ เพื่อให้มันล็อคทรงแบบเซฟๆ เพราะแอมเป็นคนที่ไม่เรียบร้อย เป็นผู้หญิงโก๊ะๆ คนนึงนั่นเอง เข้าวันที่ 20 รอยเขียวช้ำเริ่มหาย เริ่มกล้าออกไปไหนมาไหน และคนเริ่มทักว่าดูสวยคมขึ้น

แต่สิ่งที่ทรมานมากในช่วงแรกมากถึงมากที่สุด ไม่ใช่อาการปวดแต่อย่างใด เพราะหมอให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ และลดบวมมาให้ทาน 7 วัน และให้ทำความสะอาดแผลด้วยคอตตอนบัต อย่าให้คราบเลือดแข็งๆ เกาะที่ไหม เพราะไม่อย่างนั้นตอนตัดไหมจะเจ็บมากถึงมากที่สุด อาการที่ทรมานที่ว่านั้นคือ การนั่งนอน 5 วัน เพื่อลดอาการบวม หลังจากนั้นให้นอนหงายตลอด 1 เดือน ซึ่งแอมไม่เคยนอนหงายเลย ถนัดนอนตะแคงตลอดดดดด เอาเป็นว่าแอมผ่านช่วงที่ทรมานที่สุดมาได้แล้ว..แอมคิดว่าทุกคนที่จะทำก็จะผ่านมันได้เหมือนกัน หมอนรองคอเป็นที่รักมาก ขาดกันไม่ได้เลย 555++

วันที่ 15 นี่ซนมากกกก

แว๊นซ์ไปดูบอลทีมชาติไทยกับซาอุฯ ที่สนามราชมังคลาฯ

ตอนนี้ผ่านมา 23 วัน

ตั้งแต่วันแรกที่ทำจนถึงรีวิว หน้าเริ่มเข้าที่ค่ะ เลยเริ่มถ่ายรูป เพราะพักมานาน ต้องลุกขึ้นมาทำรูปโปรโมทสินค้า เพื่อทำมาหากิน 555++ แต่คุณหมอและทุกคนรอบข้างที่ทำบอกว่าประมาณ 3 เดือน จะเข้าที่มากที่สุด เอาไว้มาดูรูปกันใหม่น๊าาา 555++ 
นี่แหระค่ะ คือรีวิวสำหรับผู้หญิงขี้กลัว แต่อยากสวยอย่างแอม แม้จะไม่สวยเหมือนนางแบบหรือพริตตี้ แต่ดีขึ้นกว่าเดิมที่เราเป็นอยู่ก็พอใจค่ะ เรามีความสวยในแบบของเรานะคะ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับดารา นางแบบ หรือพริตตี้ เพราะคนเหล่านั้นไม่สวยมาแต่เกิด ก็ทำมาเยอะแน่นอน อย่างเราทำอย่างเดียวขอปังเลยดีกว่าค่ะ

โดยรวมประทับใจการให้คำปรึกษาคุณหมอ ฝีมือ การดูแล และการบริการจากพนักงานที่คลินิกเสริมจมูก ที่นี่และที่สำคัญราคาไม่แพง

การดูแลหลังจากที่ทำจมูก
1. งดทานของหมักดอง ปลาร้า ประมาณ 1 เดือน (แอมจะลงแดงเพราะไม่ได้ทานส้มตำปลาร้านี่แหระ)
2. งดแอลกอฮอล์
3. ห้ามก้มหน้า ประมาณ 1 เดือน แต่แอม 20 วันก็เริ่มก้มล่ะ
4. นั่งนอน 5 วัน และหลังจากนั้นให้นอนหงาย 1 เดือน
5. ทานยาให้ครบตามหมอสั่ง 
6. ห้ามล้างหน้า 14 วัน จนกว่าแผลจะปิดสนิท ให้เช็ดหน้า และล้างแผลด้วยคอตตอนบัดชุปน้ำเกลือ

ซ้าย: ก่อนทำ ขวา: ทำแล้ว

แอมขอจบรีวิว เพียงเท่านี้นะคะ เอาเป็นว่าใครที่กลัวแต่อยากทำ พอได้อ่านแล้วคงเป็นประโยชน์บ้าง และทำแล้วขอให้ปังๆ ดั้งรับทรัพย์คร้าาาา และหากบทความนี้มีประโยชน์กับผู้อ่าน หรือคนที่ผู้อ่านหวังดีก็อย่าลืมแชร์ให้เค้าได้อ่านด้วยนะค่ะ

 

 

 

เรียบเรียงโดย: MCCONTENT

ที่มา: pantip.com/profile/3780676